เช้าวันพฤหัส 15 เมษา 2553 ตั้งใจว่าจะออกไปสำรวจย่านราชดำเนินอีกครั้งหลังจากมีข่าวว่าม็อบย้ายไปราชประสงค์แล้ว เพราะวันก่อน(11 เมษา) ไปแค่สี่แยกคอกวัว คราวนี้เลยจอดรถไว้หน้าวัดบวรฯ แล้วเดินผ่านถนนดินสอไป เช้านี้ทหารเคลื่อนย้ายซากรถหมดแล้ว กทม.เลยระดมคนมาล้างพื้นรอบๆอนุสาวรีย์+ รื้อผ้าแดงที่คลุมพานรัฐธรรมนูญออก
พอขบวนคนกวาดถนนของ กทม.ย้ายไปล้างถนนราชดำเนิน+รื้อเต้นท์ เลยได้เดินไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็..รู้สึกอึ้ง..กับสิ่งที่ได้พบเห็น
สารพัดข้อความที่พ่นสี/ทาสีด้วยสีแดง สีดำ ลงบนฐานเสาทั้ง 4 เสา บนรูปปั้นทั้ง 8 ด้าน รอบอนุสาวรีย์ ไม่เว้นแม้แต่ด้านเดียว บางด้านก็มีการเอาสีแดงสาดใส่รูปปั้น เอาสีดำละเลงหน้ารูปปั้น โดยเฉพาะรูปปั้นทหาร
บางแห่งก็ไม่ใช่ภาษาไทย
แม้แต่พื้นหินบนลานวงกลมรอบอนุสาวรีย์และตามขั้นบันไดก็ถูกทาสีเป็นข้อความตัวโตๆเต็มไปหมด
..รู้สึกอึ้งมาก.. ไม่ได้เตรียมใจที่จะมาพบเห็นสิ่งเหล่านี้ ความจริงอนุสาวรีย์ ปชต.ก็ผ่านการเดินขบวน ผ่านสารพัดม็อบมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว.. แต่ก็ไม่เคยมีใครหรือฝ่ายใดกระทำกับอนุสารรีย์ ปชต.อย่างนี้เลย
คนอื่นๆที่เห็นก็คงรู้สึกคล้ายๆกัน ..อึ้ง..สลดหดหู่..ไม่อยากเห็น..ไม่อยากทิ้งไว้ในสภาพนี้..
..แล้วน้องกลุ่มหนึ่งก็เริ่มลงมือขัดถูรอยพ่นสีบนพื้นอนุสาวรีย์...
..แล้วก็มีคนเข้าไปช่วยอีกหลายคน..
หนุ่มเสื้อขาวใส่แว่นเดินไปหาซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดมาถุงใหญ่ (ด้วยทุนส่วนตัว) พอฉันเดินเข้าไปอาสาทำความสะอาดด้วยคน ก็ได้รับแจกสก็อตไบรท์มาหนึ่งแผ่น ผู้หญิงอีก 2 คนที่นัดกันทางเฟซบุ๊คก็หาไม้แถวๆนั้นมาขูดสีที่พื้น ส่วนพวก กทม.จะต้องไปล้างถนน+รื้อเต้นท์ต่อ วันนี้ กทม.จึงไม่สามารถทำงานตรงนี้ได้ แต่ก็ช่วยทิ้งโซดาไฟไว้ให้ 1 ถุง
ฉันใช้สก็อตไบรท์จุ่มน้ำแตะโซดาไฟ แล้วก็ออกแรงขัดลบข้อความไปทีละตัว..ทีละตัว.. ความรู้สึกหนักอึ้งแน่นอยู่ในใจว่า ทำไมช่างทำกับอนุสาวรีย์ ปชต.ได้ถึงเพียงนี้ มันอัดแน่นจนต้องออกแรงขัดแรงขึ้น..แรงขึ้น.. ตัวหนังสือค่อยๆเลือนไปทีละตัว ข้อความค่อยๆขาดหาย ความรู้สึกอึดอัดในใจเบาบางลง แล้วก็เพิ่มแรงใจที่จะช่วยกันลบข้อความให้ได้มากที่สุด.
โซดาไฟกัดมือจนต้องหันมาใช้แฟ้บแทน แล้วก็ใช้แรงคนนี่แหละ มีผู้คนเข้ามาช่วยกันอีกหลายคน (แต่ตอนนั้นมือเปื้อนเกินกว่าจะจับกล้องถ่ายรูปได้) ผู้หญิง 2 คนทำงานอยู่ตึกอื้อจือเหลียง นัดกันมาทางเฟซบุ๊ค น้องผู้ชายใส่แว่นเรียน ป.โทอยู่สงขลา น้อง ม.6 มาถ่ายรูปกัน 2 คนแล้วก็ร่วมวงขัดด้วยเลย หนุ่มน้อยอีกคนอยู่ชั้นประถมมากับคุณพ่อ น้อง มธ.อีก 2 คนเป็นศิษย์เก่าสตรีวิทย์ ตั้งใจจะมาช่วยขัดรั้วโรงเรียน แต่โรงเรียนทาสีทับแล้วเลยมาช่วยขัดอนุสาวรีย์แทน กลุ่มชายหนุ่มเสื้อสีเทา3คนจากที่ไหนก็ไม่รู้ลงมือขัดพื้นหิน ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่กลับยอมเหน็ดเหนื่อย ร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาดอนุสาวรีย์ ปชต. ช่วยกันขัดช่วยกันลบข้อความ..เพราะเราไม่อยากเห็น..ไม่อยากทิ้งความอุจาดไว้อีกต่อไป..
จากสิบโมงเช้า จนเที่ยง จนบ่าย ข้อความค่อยๆถูกลบไปทีละส่วน ..แต่บาดแผลในใจผู้คนคงลบได้ยากเย็นกว่าตัวหนังสือเหล่านี้มากนัก..
ตกบ่าย..ผู้คนขนอุปกรณ์เข้ามาสมทบอีกเรื่อยๆ เข้าใจว่าเพราะมีทีวีมาถ่ายรูปไปเมื่อเช้า บ่ายนี้เลยมีคนเอาไม้ถูพื้น ทินเนอร์ ถังน้ำ ขันน้ำ ฯลฯ มาเพิ่ม แล้วก็มีวัยรุ่นเข้ามาสมทบอีกเรื่อยๆ
บ่ายจัด..ถนนราชดำเนินเริ่มเปิดใช้ได้ รถราเริ่มวิ่งผ่าน รถเสื้อแดงทั้ง จยย.และปิ๊คอัพก็โผล่มาก่อกวนประปราย บางคันก็จอดรถลงมาฟาดหัวฟาดหางแสดงความไม่พอใจที่เห็นพวกเรามาลบข้อความ
อีกพักหนึ่ง รถบัสทหาร 2 คันแล่นผ่าน ปกติแล้วทุกทีมักจะเป็นประชาชนโบกมือหรือตบมือให้กำลังใจทหาร แต่คราวนี้..ชอบมากเลย..เพราะคุณทหารในรถเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาโบกมือให้กำลังใจประชาชนที่กำลังทำความสะอาดอนุสาวรีย์
มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อหมดแรง..ยกแขนไม่ขึ้น.. ไม่รู้มาทำงานกลางแดดได้ยังไงตั้งหลายชั่วโมง โดยไม่ได้หยุดพักเลย แต่พอเห็นผลงานแล้วก็รู้สึกดีใจ แล้วก็ดีใจมากขึ้นที่ยังมีผู้คนผลัดเปลี่ยนมาสมทบอยู่เรื่อยๆ ดูท่าจะอยู่ถึงค่ำแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น(หลังจากนอนปวดไหล่ปวดแขนทั้งคืน) ฉันกลับไปอนุสาวรีย์ ปชต.อีกครั้ง (พร้อมอุปกรณ์ เผื่อว่างานยังไม่เสร็จ) วันนี้เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วชื่นใจมาก ตัวหนังสือถูกลบไปจนเห็นรอยจางๆ แล้วก็เหลือในส่วนที่ขัดไม่ออก เช่น รอยพ่นสีบนส่วนที่เป็นหินขัด และส่วนหน้ารูปปั้นที่อยู่สูงมาก ซึ่งคงต้องซ่อมแซมและทาสีทับต่อไป แต่อย่างน้อยก็มองดูแล้วไม่อุจาดตาเท่าเมื่อวาน โดยเฉพาะเมื่อดูรูป ก่อน-หลัง เทียบกันอย่างนี้
..เรื่องราวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ได้คิดอีกหลายอย่าง เช่น เพิ่งรู้ว่า..บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยทำ..ไม่เคยคิดว่าจะทำ ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะทำเลย อย่างเช่นการลงมือขัดอนุสาวรีย์ ปชต.ร่วมกับคนที่ไม่เคยรู้จักตั้งหลายชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายอย่างนี้ แต่แล้ว..ความรู้สึกในใจก็บอกว่า ..ทำเถอะ.. เราควรจะทำ.. ต้องช่วยกันทำ.. แล้วก็ทำได้จริงๆ..
แล้วฉันจึงได้รู้ว่า พลังเงียบของคนไทยยังมีอีกเยอะ แล้วก็พร้อมจะทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่กดดันใคร.. แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความความคิด ความรู้สึก และจุดยืนของเรา..
..อยากบอกพลังเงียบทั้งหลายว่า..ถึงเวลาแล้วนะ..
..ช่วยกันทำเถอะนะ..ถ้าในใจของเราบอกว่าควรจะทำ..
From mail forwarding
Friday, May 14, 2010
Subscribe to:
Comments (Atom)
