Tuesday, July 17, 2012

หยุดเถอะ เพื่อ(ประเทศ)ไทย

หยุดเถอะ เพื่อ(ประเทศ)ไทย




“เราไม่เคยทำอะไรนอกรัฐธรรมนูญ” คำตรัสเหล่านี้ล้วนแล้วบ่งบอกว่าพระเจ้าแผ่นดิน ของเรา เป็นนักประชาธิปไตยยิ่งกว่านักการเมือง 63 ปีที่ผ่านมานักการเมืองจะทูลเกล้าเรื่องอะไร พระองค์ไม่เคยขัด ทรงลงพระปรมาภิไธยทุกครั้ง ตรงกันข้ามนักการเมืองต่างหากที่ปล้นและหลอกลวงประชาธิปไตย ไปจากประชาชน สุมหัวกันมุสาว่าตัวเองนี่แหละคือรูปลักษณ์ประชาธิปไตย จนประชาชนเห็นนักการเมือง คิดถึงรูปพานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พวกเขากล่าวเท็จต่อประชาชนว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่ว่าจะพูดหรือภิปราย คำขึ้นต้น เนื้อเรื่อง คำลงท้าย คือประชาชน จนประชาชนหลงด้วยความไร้เดียงสาว่า ในหัวสมองของนักการเมือง มีแต่ประชาชน ไม่ผิดนักหรอกที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เคยกล่าวว่า ประเทศไทยหากไม่มีคอรัปชั่น ถนนทุกสายทั่วประเทศเทด้วยทองคำยังได้เลย คำกล่าวนี้พิสูจน์ได้แน่นอน ผมจะหยิบนักการเมืองด้วยกันมาเป็นข้อพิสูจน์ เพราะประชาชนคอรัปชั่นไม่เป็

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีธุระกิจ ท่านเชื่อหรือหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยคอรัปชั่น ร่ำรวยมหาศาล ขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว ซื้อเกาะได้ทั้งเกาะ เล่นการเมืองจริงๆน่าจะแค่ 10 ปี
คนเล่นการเมืองมาทั้งชีวิตกับคนเล่นการเมืองนิดเดียว สมมุติว่าคอรัปชั่น ใครเก่งกว่า..??เพราะฉะนั้นมาถึงตรงนี้แล้วผู้คนเขาก็รู้แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร หยุดสร้างเงื่อนไขเถอะ คนเสื้อแดงนั้นมาจากไหน คนเขาก็รู้ ทุกวันนี้พวกท่านเปิดหน้าเต็มๆขึ้นบนเวทีเสื้อแดง นำม็อบปิดถนน เกณฑ์คนมาร่วมชุมนุม เขารู้กันหมดแล้ว อยู่เบื้องหลังสื่อหลายชนิด เช่น ptv ร่วมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และวิทยุชุมชน ซึ่งสื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปลุกระดมให้คนแตกแยก เกลียดชังกัน รวมทั้งเป็นต้นเหตุให้ผู้ชุมนุมตาย ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตามาโดยตลอด


แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ได้คือ การล่วงเกิน จาบจ่วงเบื้องสูง ชัดๆคือการคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกคุณได้ทำลายเสาหลักของชาติอย่างยับเยิน เสาแรกชาตินั้นหมายถึงประชาชน คุณมอมเมาประชาชนจนหลงไหลไปกับทุนนิยม เสาสองศาสนา คุณได้ทำให้มันผุพัง โดยการหลอกใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง นี่จะมาคิดล้มเสาที่สามอีก...คนอะไรจะเก่งขนาดนี้ทีเดียว หยุดเถอะครับก่อนที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ อย่าเอาประเทศไทยไปเปรียบกับประเทศอื่น “คนไทยรักพระเจ้าแผ่นไม่ใช่เพราะพระเจ้าแผ่นดินรวย แต่รักเพราะพระองค์ทรงคุณธรรม” คนไทยรักพระเจ้าแผ่นดินไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล อย่าประมาทคนรัก "ในหลวง" เป็นอันขาด.

ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ใครเชื่อหรือไม่ว่าท่านบรรหาร ไม่เคยคอรัปชั่น (ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม) บรรหารมีธุระกิจ ท่านรวยพอสมควร ท่านเล่นการเมืองมาทั้งชีวิ


คุณชอบพ.ต.ท.ทักษิณ เกลียดอภิสิทธิ อีกกลุ่มรักอภิสิทธิเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นเป็นความรักชอบทางการเมือง 

แต่นี่คุณรักพ.ต.ท.ทักษิณ กลับเกลียด พระเจ้าแผ่นดิน ทั้งๆที่ไม่ใช่คู่แข่งทางการเมือง บารมีก็ห่างชั้นกันมาก พระเจ้าแผ่นดินสะสมแต่ความดีมาตลอดชีวิต พ.ต.ท.ทักษิณ มาช่วยคนไทยจริงๆก็ไม่น่าจะเกิน 5 ปีที่เป็นรัฐบาล ไอ้ที่ช่วยก็ไม่ไช่เงินส่วนตัวแม้แต่น้อย เงินของชาติทั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดิน มีทรัพย์สินส่วนพระองค์ก็ช่วยประชาชนทั้งหมด เป็นเวลา 63 ปี อีกคนมาเป็นรัฐบาลแค่ 5 ปี ร่ำรวยจนแจงที่ไปที่มาของเงินไม่ได้ ที่อังกฤษ 140,000 ล้าน บอกไม่ได้มาจากไหน?? 



นำบทความนี้มาฝาก จากบล็อกเนชั่น เมื่อเมษา2553 ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่หยุด.


เครดิต จาก กลุ่มปัญญาชนคนอีสานไม่เอารรคเพื่อไทย 

Friday, May 14, 2010

เรื่องเล่าจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 15/4/2553

เช้าวันพฤหัส 15 เมษา 2553 ตั้งใจว่าจะออกไปสำรวจย่านราชดำเนินอีกครั้งหลังจากมีข่าวว่าม็อบย้ายไปราชประสงค์แล้ว เพราะวันก่อน(11 เมษา) ไปแค่สี่แยกคอกวัว คราวนี้เลยจอดรถไว้หน้าวัดบวรฯ แล้วเดินผ่านถนนดินสอไป เช้านี้ทหารเคลื่อนย้ายซากรถหมดแล้ว กทม.เลยระดมคนมาล้างพื้นรอบๆอนุสาวรีย์+ รื้อผ้าแดงที่คลุมพานรัฐธรรมนูญออก

พอขบวนคนกวาดถนนของ กทม.ย้ายไปล้างถนนราชดำเนิน+รื้อเต้นท์ เลยได้เดินไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็..รู้สึกอึ้ง..กับสิ่งที่ได้พบเห็น

สารพัดข้อความที่พ่นสี/ทาสีด้วยสีแดง สีดำ ลงบนฐานเสาทั้ง 4 เสา บนรูปปั้นทั้ง 8 ด้าน รอบอนุสาวรีย์ ไม่เว้นแม้แต่ด้านเดียว บางด้านก็มีการเอาสีแดงสาดใส่รูปปั้น เอาสีดำละเลงหน้ารูปปั้น โดยเฉพาะรูปปั้นทหาร

บางแห่งก็ไม่ใช่ภาษาไทย

แม้แต่พื้นหินบนลานวงกลมรอบอนุสาวรีย์และตามขั้นบันไดก็ถูกทาสีเป็นข้อความตัวโตๆเต็มไปหมด

..รู้สึกอึ้งมาก.. ไม่ได้เตรียมใจที่จะมาพบเห็นสิ่งเหล่านี้ ความจริงอนุสาวรีย์ ปชต.ก็ผ่านการเดินขบวน ผ่านสารพัดม็อบมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว.. แต่ก็ไม่เคยมีใครหรือฝ่ายใดกระทำกับอนุสารรีย์ ปชต.อย่างนี้เลย

คนอื่นๆที่เห็นก็คงรู้สึกคล้ายๆกัน ..อึ้ง..สลดหดหู่..ไม่อยากเห็น..ไม่อยากทิ้งไว้ในสภาพนี้..

..แล้วน้องกลุ่มหนึ่งก็เริ่มลงมือขัดถูรอยพ่นสีบนพื้นอนุสาวรีย์...

..แล้วก็มีคนเข้าไปช่วยอีกหลายคน..

หนุ่มเสื้อขาวใส่แว่นเดินไปหาซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดมาถุงใหญ่ (ด้วยทุนส่วนตัว) พอฉันเดินเข้าไปอาสาทำความสะอาดด้วยคน ก็ได้รับแจกสก็อตไบรท์มาหนึ่งแผ่น ผู้หญิงอีก 2 คนที่นัดกันทางเฟซบุ๊คก็หาไม้แถวๆนั้นมาขูดสีที่พื้น ส่วนพวก กทม.จะต้องไปล้างถนน+รื้อเต้นท์ต่อ วันนี้ กทม.จึงไม่สามารถทำงานตรงนี้ได้ แต่ก็ช่วยทิ้งโซดาไฟไว้ให้ 1 ถุง

ฉันใช้สก็อตไบรท์จุ่มน้ำแตะโซดาไฟ แล้วก็ออกแรงขัดลบข้อความไปทีละตัว..ทีละตัว.. ความรู้สึกหนักอึ้งแน่นอยู่ในใจว่า ทำไมช่างทำกับอนุสาวรีย์ ปชต.ได้ถึงเพียงนี้ มันอัดแน่นจนต้องออกแรงขัดแรงขึ้น..แรงขึ้น.. ตัวหนังสือค่อยๆเลือนไปทีละตัว ข้อความค่อยๆขาดหาย ความรู้สึกอึดอัดในใจเบาบางลง แล้วก็เพิ่มแรงใจที่จะช่วยกันลบข้อความให้ได้มากที่สุด.

โซดาไฟกัดมือจนต้องหันมาใช้แฟ้บแทน แล้วก็ใช้แรงคนนี่แหละ มีผู้คนเข้ามาช่วยกันอีกหลายคน (แต่ตอนนั้นมือเปื้อนเกินกว่าจะจับกล้องถ่ายรูปได้) ผู้หญิง 2 คนทำงานอยู่ตึกอื้อจือเหลียง นัดกันมาทางเฟซบุ๊ค น้องผู้ชายใส่แว่นเรียน ป.โทอยู่สงขลา น้อง ม.6 มาถ่ายรูปกัน 2 คนแล้วก็ร่วมวงขัดด้วยเลย หนุ่มน้อยอีกคนอยู่ชั้นประถมมากับคุณพ่อ น้อง มธ.อีก 2 คนเป็นศิษย์เก่าสตรีวิทย์ ตั้งใจจะมาช่วยขัดรั้วโรงเรียน แต่โรงเรียนทาสีทับแล้วเลยมาช่วยขัดอนุสาวรีย์แทน กลุ่มชายหนุ่มเสื้อสีเทา3คนจากที่ไหนก็ไม่รู้ลงมือขัดพื้นหิน ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่กลับยอมเหน็ดเหนื่อย ร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาดอนุสาวรีย์ ปชต. ช่วยกันขัดช่วยกันลบข้อความ..เพราะเราไม่อยากเห็น..ไม่อยากทิ้งความอุจาดไว้อีกต่อไป..

จากสิบโมงเช้า จนเที่ยง จนบ่าย ข้อความค่อยๆถูกลบไปทีละส่วน ..แต่บาดแผลในใจผู้คนคงลบได้ยากเย็นกว่าตัวหนังสือเหล่านี้มากนัก..

ตกบ่าย..ผู้คนขนอุปกรณ์เข้ามาสมทบอีกเรื่อยๆ เข้าใจว่าเพราะมีทีวีมาถ่ายรูปไปเมื่อเช้า บ่ายนี้เลยมีคนเอาไม้ถูพื้น ทินเนอร์ ถังน้ำ ขันน้ำ ฯลฯ มาเพิ่ม แล้วก็มีวัยรุ่นเข้ามาสมทบอีกเรื่อยๆ

บ่ายจัด..ถนนราชดำเนินเริ่มเปิดใช้ได้ รถราเริ่มวิ่งผ่าน รถเสื้อแดงทั้ง จยย.และปิ๊คอัพก็โผล่มาก่อกวนประปราย บางคันก็จอดรถลงมาฟาดหัวฟาดหางแสดงความไม่พอใจที่เห็นพวกเรามาลบข้อความ

อีกพักหนึ่ง รถบัสทหาร 2 คันแล่นผ่าน ปกติแล้วทุกทีมักจะเป็นประชาชนโบกมือหรือตบมือให้กำลังใจทหาร แต่คราวนี้..ชอบมากเลย..เพราะคุณทหารในรถเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาโบกมือให้กำลังใจประชาชนที่กำลังทำความสะอาดอนุสาวรีย์


มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อหมดแรง..ยกแขนไม่ขึ้น.. ไม่รู้มาทำงานกลางแดดได้ยังไงตั้งหลายชั่วโมง โดยไม่ได้หยุดพักเลย แต่พอเห็นผลงานแล้วก็รู้สึกดีใจ แล้วก็ดีใจมากขึ้นที่ยังมีผู้คนผลัดเปลี่ยนมาสมทบอยู่เรื่อยๆ ดูท่าจะอยู่ถึงค่ำแน่

เช้าวันรุ่งขึ้น(หลังจากนอนปวดไหล่ปวดแขนทั้งคืน) ฉันกลับไปอนุสาวรีย์ ปชต.อีกครั้ง (พร้อมอุปกรณ์ เผื่อว่างานยังไม่เสร็จ) วันนี้เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วชื่นใจมาก ตัวหนังสือถูกลบไปจนเห็นรอยจางๆ แล้วก็เหลือในส่วนที่ขัดไม่ออก เช่น รอยพ่นสีบนส่วนที่เป็นหินขัด และส่วนหน้ารูปปั้นที่อยู่สูงมาก ซึ่งคงต้องซ่อมแซมและทาสีทับต่อไป แต่อย่างน้อยก็มองดูแล้วไม่อุจาดตาเท่าเมื่อวาน โดยเฉพาะเมื่อดูรูป ก่อน-หลัง เทียบกันอย่างนี้

..เรื่องราวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ได้คิดอีกหลายอย่าง เช่น เพิ่งรู้ว่า..บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยทำ..ไม่เคยคิดว่าจะทำ ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะทำเลย อย่างเช่นการลงมือขัดอนุสาวรีย์ ปชต.ร่วมกับคนที่ไม่เคยรู้จักตั้งหลายชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายอย่างนี้ แต่แล้ว..ความรู้สึกในใจก็บอกว่า ..ทำเถอะ.. เราควรจะทำ.. ต้องช่วยกันทำ.. แล้วก็ทำได้จริงๆ..

แล้วฉันจึงได้รู้ว่า พลังเงียบของคนไทยยังมีอีกเยอะ แล้วก็พร้อมจะทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่กดดันใคร.. แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความความคิด ความรู้สึก และจุดยืนของเรา..

..อยากบอกพลังเงียบทั้งหลายว่า..ถึงเวลาแล้วนะ..

..ช่วยกันทำเถอะนะ..ถ้าในใจของเราบอกว่าควรจะทำ..

From mail forwarding

Tuesday, November 24, 2009

ความหมายของคำว่าเพื่อน ...


ความหมายของคำว่าเพื่อน

เพื่อนคือ ... ยิ่งกว่าแฟนก้อว่าได้ ไม่ตามใจมัน ก็ไม่ด่า
แต่ถ้ามันไม่ตามใจเราก็ด่าได้ โดยที่มัน และเราไม่โกรธกัน


เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้
โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า
เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป


เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์ เพื่อนคือที่ปรึกษา
ตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงาน! ก็ยังต้องปรึกษามัน


เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน

เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน

เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน
ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก

และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน ' เพื่อน ' คือ ทุกอย่าง
มีผู้ .... ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือกหนึ่งเดียว

ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ 15 ปี ว่าคุณจะเลือกใคร
ตอบแบบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่า ' เพื่อน '
ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ
เราก็บอกว่าตอบถูกแล้ว เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่

ถัาเราจะต้องเอาคนเข้ามาในชีวิตอีก 1 คน
ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก
กับเสียคนที่เรารู้จกกันมาเป็น 10 ปี
เราว่าทุกคนก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา
เพราะทั้งสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม
เราไม่สามารถเอาแต่ละคนมาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์

เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ *****'' เพื่อน ''****
' some time happy… some time sad… but all time friend '

บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน แล้วเล่าให้มันฟัง
มันก็ไม่ว่าอะไร .... แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา เราตามตัวมันมา
มันเคยพูดไหมว่า '* ไม่สน * เที่ยวแล้วไม่ชวน * * '
คำพูดอย่างนี่จะไม่มีจากปากเพื่อน


จะแต่ว่า ' อยู่ตรงไหน เป็นอะไร ' แล้วก็ลงท้ายว่า * จะรีบไป ....

อย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนคนที่คุณรักด้วยนะ

From mail forwarding:)

น่าเสียดาย ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี


น่าเสียดายที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ

น่าเสียดายที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดายที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

น่าเสียดายที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ.2475
แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว14ครั้ง

น่าเสียดายที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา

น่าเสียดายที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา

น่าเสียดายที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ"เป็นที่สุด

น่าเสียดายที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า

น่าเสียดายที่เรามีกฎหมาย
แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา

น่าเสียดายที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ8บรรทัด

น่าเสียดายที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊

น่าเสียดายที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

น่าเสียดายที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา

น่าเสียดายที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล

น่าเสียดายที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

น่าเสียดายที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้ทาน

Thursday, June 4, 2009

Teacher & Student


อ่านแล้วตรอง ด้วย หัวใจ จะค้นพบความจริง ที่เราอาจไม่เคยยอมรับมัน
คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป. 5 ของครูทั้งชั้นซะแล้ว
ตั้งแต่วันแรกเลยด้วย คุณครูบอกเขาว่าครูรักเด็กๆ เท่ากันหมดเลย
แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้
เพราะว่ามีเด็กตัวเล็กๆ ท่าทางขี้เกียจคนนึง ชื่อ เท็ดดี้ สต๊อดดารด์

ครูทอมป์สันได้จับตาดูเท็ดดี้มาปีนึงและ สังเกตว่าเขาไม่ค่อยเล่นดีๆ กับเด็ก
คนอื่นเท่าไหร่ เสื้อผ้าของเขาสกปรกและเค้าตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยแหละและบางทีเท็ดดี้ก็เกเรด้วย
ถึงขั้นที่ว่าครูทอมป์สันสนุกกับการตรวจงานของเท็ด ดี้ ด้วยหมึกสีแดง
กากบาทไปหนาๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ๆ ลงไปบนหัวกระดาษ

ที่โรงเรียนที่คุณครูทอมป์สันสอน - - -
คุณครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย
และครูก็ไม่ยอมตรวจประวัติของเท็ดดี้จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย
แต่เมื่อคุณครูตรวจแฟ้มเข้า ครูทอมป์สันก็แปลกใจใหญ่เลยครับ
เมื่อพบว่า ….

ครูชั้น ป. 1 ของเท็ดดี้วิจารณ์มาว่า
"น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี เป็นเด็กที่
น่ารักมากทีเดียว"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 2 เขียนว่า
"เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน
แต่กำลังมีปัญหา เพราะแม่ของเท็ดกำลังป่วยหนักและชีวิตทางบ้านต้องลำบากมากแน่ๆ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 3 เขียนว่า
"เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไป เขาพยายามเต็มที่แล้ว
แต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรัก ความสนใจเขาเท่าไหร่
และชีวิตที่บ้านเขาต้องส่งผลกระทบต่อเขาแน่ๆ
ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 4 เขียนว่า
"เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคมและไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควรไม่ค่อยมีเพื่อน
และหลับในห้องเรียน

ตอนนี้ คุณครูทอมป์สันรู้ถึงปัญหาแล้ว และอับอายในการกระทำของตนเองมาก

ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีกเมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมา
ให้ห่อในกระดาษสีสดๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี ยกเว้นแต่ของเท็ดดี้

ของขวัญของเท็ดดี้ถูกห่ออย่างหยาบๆ ในกระดาษลูกฟูกหนาๆ
ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าวง ครูทอมป์สันกัดฟันเปิดกล่องของเท็ดดี้ดู
กลางกองของขวัญอื่น ๆ
เด็กบางคนเริ่มหัวเราะเมื่อเห็นว่าเท็ดดี้ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้น
และขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำอยู่ก้นขวดแก่เธอ

แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ
เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่ากำไลเส้นนั้นสวยเพียงใดแล้วสวมมันไว้ที่ข้อมือ
และฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย เท็ดดี้ สต๊อดดารด์ นิ่งอยู่นานพอที่จะพูดว่า
"ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอมเหมือนที่แม่ผมเคยหอมเลยครับ"

หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้าน ครูทอมป์สันก็ร้องไห้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง

วันนั้นเอง คุณครูเลิกสอนหนังสือ เลิกสอนการเขียน และเลิกสอนเลขคณิต
คุณครูเริ่มสอนเด็กๆ แทน คุณครูทอมป์สันเอาใจใส่เท็ดดี้เป็นพิเศษ
เมื่อครูพยายามช่วยเขา จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ยิ่งครูให้กำลังใจเท็ดดี้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น
ภายในสิ้นปีนั้น เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง
และแม้ว่าคุณครูจะบอกว่าครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน
เท็ดดี้ก็ได้กลายไปเป็น"ศิษย์โปรด" ของครู

หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้
บอกครูว่าคุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี

หกปีต่อมาครูก็ได้จดหมายจากเท็ดดี้อีก บอกว่าเขาเรียนจบ ม.ปลายแล้ว
ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครูยังคงเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต

สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้าง
เขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือ และจะจบปริญญาตรีในเร็วๆ นี้ด้วยเกียรตินิยม
อันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) และยังย้ำกับครูทอมป์สันว่า
คุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นครูคนโปรดใน ชีวิตเขา

จากนั้นสี่ปีผ่านไปแต่จดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มา
ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว
เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด
จดหมายนั้นอธิบายว่าคุณครูยังเป็นครูคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี
แต่ตอนนี้ชื่อของเขายาวขึ้นอีกหน่อย จดหมายนั้นลงชื่อว่า
นพ. ทีโอดอร์ เอฟ สต๊อดดารด์

เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะ คือว่า ฤดูใบไม้ผลินั้นก็ยังมีจดหมายมาอีก
เท็ดดี้บอกว่า เขาได้เจอสาวคนนึงและก็จะแต่งงานกัน
เขาอธิบายว่าพ่อของเขาได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อนและเขาสงสัยว่าคุณครูทอมป์สัน
จะตกลงมานั่งในที่นั่งสำหรับพ่อ-แม่เจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่

แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สันก็มา และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น
คุณครูใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก
และต้องฉีดน้ำหอมที่เท็ดดี้จำได้ว่าแม่เขาฉีดตอนที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาสครั้งสุดท้ายด้วยกัน

ครูกับศิษย์กอดกันกลมเลย และคุณหมอเท็ดก็กระซิบในหูคุณครูทอมป์สันว่า
"ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัวผม
ขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญและแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้"

ครูทอมป์สันกระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า
"หมอเท็ด เธอเข้าใจผิดแล้วแหละเธอต่างหากที่สอนครูว่า
ครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ ครูไม่รู้จักการสอนจนกระทั่งครูได้พบ
ได้รู้จักเธอนั่นแหละ"

เติมเต็มหัวใจของคนอื่นด้วยความรักเสียแต่วันนี้...........
โปรดจำว่า ไม่ว่าคุณจะไปไหนหรือทำอะไร คุณจะมีโอกาสที่จะ
สัมผัสและ/หรือเปลี่ยนอนาคตของคนอื่นเสมอ
ขอให้คุณสัมผัสและเปลี่ยนอนาคตของคนอื่นในทางทีดีด้วยล่ะ

Wednesday, December 24, 2008

ฉุกคิด... เพื่อชีวิตเปี่ยมสุข‏

จงทำดี... อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม
จงทำดี... ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
จงทำดี.... แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน


"คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย
ได้แต่เอะอะโวยวายว่า.. "ทำไมถึงเป็นแบบนี้"..."


คนเราเจอทั้งสุขและทุกข์.... เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว


"ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา
เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสา...ไม่รู้จักเติบโตเลย ..."



"เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ
ตอนนี้เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว..."


"เราอย่าเข้าใจว่า..มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น
คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี..."


"การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวันนี้..
เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้..."


"คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้นทุกอย่างไม่มีเลย
เพียงแต่เรายอมรับเขาอยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น..."


หากยึดถือมาก.. ให้ความสำคัญมันมาก... ทุกข์มาก
หากยึดถือน้อย.. ให้ความสำคัญมันน้อย ...ทุกข์น้อย


ยินดีไปตามความอยาก... คือความมักมากไม่มีสิ้นสุด


อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น... กับความรับผิดชอบ... มันคนละอย่างกัน


ทำดีในวันนี้... พรุ่งนี้จะดีของมันเอง


คนโง่จะเสียใจ... ร้องไห้ตลอดวัน โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ส่วนคนฉลาด... จะรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น... เท่าที่จะทำได้


เรารักในสิ่งใด... จะต้องจากในสิ่งนั้น... ช้าหรือเร็วมันอีกเรื่องหนึ่ง


"เรายืนอยู่บนสนามชีวิต... ต้องต่อสู้อุปสรรคทุกรูปแบบ
จนกว่าจะปิดฉากละครแห่งชีวิต.. ด้วยการตายลงไป..."


บทเรียนในตำราเรียน... กับบทเรียนในชีวิตจริง...มันคนละอย่างกัน


"ไม่มีตำราเล่มไหน... ที่จะสอนเราทุกย่างก้าว
ว่าวันนี้เราจะต้องเจออะไรบ้างและจะต้องแก้อย่างไร ?..."


เสียเงินทอง.. เสียสิ่งของ.. เสียเวลา.. และก็เสียใจ.. เป็นการจ่ายค่าเทอมชีวิต


"ที่จริงคนตาบอด... พิกลพิการเขาน่าจะเป็นทุกข์มากกว่าเรา
ทำไม ? เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสได้..."


"คนอื่นสามารถบังคับเราเป็นเพียงบางเวลา
ส่วนใจของเรานั้น ไม่มีใครสามารถบังคับได้นอกจากตัวของเราเท่านั้น..."


"ทำไมเราจึงทุกข์กว่าคนพิกลพิการเล่า...
กายพิการ แต่ใจไม่ พิการ ใจพิการ แต่กายไม่พิการ อย่างไหนดีกว่ากัน ?..."

From Internet:-)

Friday, November 14, 2008

"บ้านโฮมฮัก"อบอุ่นด้วยรักแต่แร้นแค้น





“บ้านโฮมฮัก” เป็นบ้านแห่งความรักของเด็ก ๆ นับร้อยชีวิตที่มาอาศัยพักพิงในยามที่ไม่เหลือใคร เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลายพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำทารุณกรรมของผู้ใหญ่ เรื่องราวของเด็กบางคนดั่งนิยายที่กรีดกระชากใจผู้ที่ได้รับรู้


เด็กที่นี่มีทั้งหมด 104 ชีวิต ตั้งแต่อายุ 4 วันไปจนถึง 20 ปี บางรายถูกพ่อแม่เร่ขายให้ไปเป็นขอทาน บางรายกำลังถูกขายไปเป็นหญิงขายบริการ และอีกหลายกรณีที่สะเทือนใจ อาทิ กรณีของน้องส้ม (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แววตาสดใสน่ารัก แต่โดนผู้ใหญ่ใจโหดร้ายป้ายบาดแผลทั้งร่ายกายและจิตใจให้เธอด้วยการข่มขืน เธอมาในสภาพอวัยวะเพศฉีกขาด จิตใจบอบช้ำ ซ้ำร้ายเธอติดเชื้อเอดส์ หรือกรณีของน้องโฟร์ (นามสมมุติ) พ่อแม่เสียชีวิตเพราะเอดส์ เธอเองก็ได้รับเชื้อเช่นกัน บ้านเธอยากจน ยามหิวโหยก็เคี้ยวข้าวสารประทังชีวิต เพราะไม่มีใครดูแล มีวัดใกล้บ้านเธอจึงไปขอเศษข้าวเศษแกงประทังชีวิต แต่ซ้ำร้ายโดนพระใจโฉดข่มขืน ทุกวันนี้ร่างกายเธอแคระแกรนเพราะขาดสารอาหาร และเอดส์ทำให้เธอมีอาการชักหลายครั้ง จนมีผลทางสมองทำให้เธอพัฒนาการช้ากว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน


“แม่ติ๋ว” ของเด็ก ๆ หรือ สุธาสินี น้อยอินทร์ หญิงเหล็กหัวใจแกร่งที่มีความตั้งใจงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดนับตั้งแต่เรียนจบ จากจุดเริ่มต้นที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็ก โดยไม่รับเงินเดือน จนกระทั่งมาตั้ง “มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน” อยู่ที่เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ ต.ตาดทอง อ.เมือง ยโสธร โทร 0-4572-2241


แม่ติ๋วก่อตั้งบ้านโฮมฮักมา 20 กว่าปีแล้ว แต่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นพินัยกรรมเพื่อความอยู่รอดของเด็กๆเมื่อเธอต้องจากไป ทรัพย์สินทั้งหมด บ้าน รถ ที่ดิน มรดก ของพ่อแม่ก็ขายหมดมาเป็นค่ายา ค่าอาหาร ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าไฟ ของเด็ก ๆ ที่สูงถึงเดือนละ 4-5 แสนบาท สุดท้ายแม้กระทั่งสร้อยที่ใส่ติดคอยังต้องขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆ ของเธอก่อนเมื่อเปิดเทอม


แม่ติ๋ว เล่าว่า บ้านโฮมฮักเป็นบ้านหลังที่อบอุ่นเพื่อเด็ก ๆ ที่ยากไร้ ขาดที่พึ่งพิง เราอยู่กันด้วยความรัก แต่แร้นแค้น ปัจจุบันขายสมบัติจนหมดเกลี้ยงตัว แม้จะมีเงินบริจาคเข้ามาแต่ก็ไม่พอ เด็ก ๆ ที่บ้านโฮมฮักต้องช่วยเหลือกัน แบบพี่ดูแลน้อง ปลูกผัก หาแมลงกินประทังชีวิต แต่ด้วยความแห้งแล้งก็ยากลำบากเหลือเกิน แค่น้ำใช้อาบทั้งบ้านก็ไม่พอ จะเอาน้ำที่ไหนไปรดผัก แมลงที่หาได้ต้องเอาไปคั่วแล้วป่น โรยข้าวเพื่อให้พอกินกันทั้งบ้าน เด็กก็มีแต่ตัวเล็ก ๆ บางส่วนก็ป่วย บางส่วนไปโรงเรียน ที่โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องดูแลน้องตัวเล็ก ๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และบางคนก็ต้องพยาบาลน้องๆ ที่เจ็บป่วย


" ที่น่าเศร้าใจคือสังคมยังมีการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ เมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนต้องหาโรงเรียนที่ไกลออกไป บางครั้งเมื่อรู้ว่าเด็กมาจากที่นี่ พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ประท้วงให้ไล่เด็กออก เพราะสังคมยังขาดความเข้าใจว่าไม่สามารถติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน แต่ติดทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจเด็กเหล่านี้ว่าป่วยแค่ร่างกายแต่ยังมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ร้องไห้ได้เหมือนกับเรา เด็กเหล่านี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้ ขนาดเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจจะเผาในวัดยังไม่ได้ ชาวบ้านกลัวขี้เถ้าฟุ้งไปในอากาศตกหลังคาบ้านแล้วจะติดเอดส์กันทั้งหมู่บ้าน " แม่ติ๋ว เล่าทั้งน้ำตา


มีเด็กระยะสุดท้ายที่แพทย์พิพากษาว่า อยู่ได้อีกไม่ถึงเดือน หรือ 2 เดือน กับเด็กที่แพทย์หยุดยา เพราะดื้อยาแล้ว ส่งมาอยู่รอความตายที่นี่ แต่ด้วยความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศที่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง เด็ก ๆ หลายคนกลับมีชีวิตอยู่ได้เกินกำหนดที่แพทย์บอก เช่น น้องก้อง (นามสมมุติ) มาตอนอายุ 8 เดือน ซึ่งหมอไม่รักษาแล้ว เพราะเชื่อว่าอยู่ได้อีก 2 เดือน แต่ตอนนี้น้องก้องสุขภาพแข็งแรงดี อายุ 12 ขวบแล้ว ช่วยพี่ๆ รดน้ำผักทุกวัน
แต่ตอนนี้ผักปลูกได้น้อย แมลงหาจนไม่มีให้หาแล้ว ข้าวกินได้ครึ่งท้องเพื่อแบ่งอีกครึ่งให้น้อง ๆ ซ้ำร้ายแม่ติ๋วของเด็กกำลังป่วยด้วย “มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย” ซึ่งหมอบอกว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน แต่หัวใจแม่เกินร้อยที่เธอมอบให้เด็กๆ ทำให้เธอสู้ บางคืนเธอถูกรุมเร้าด้วยอาการปวดที่ไม่ได้พักผ่อนจากการทำงานหนัก พอช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่ได้ ต้องลุกออกมาเดิน หากใครไปบ้านโฮมฮักไม่รู้คนไหนแม่ติ๋วละก็ ให้สังเกตที่ข้อเท้าจะมีกระดิ่งเป็นลูกกระพรวนห้อยไว้ เพราะยามเธอออกมาเดิน เด็ก ๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้ไม่กลัวคิดว่าเป็นผี ... แต่จะมีวันไหนที่แม่ติ๋วไม่ลุกออกมาเดินอีกแล้วก็ไม่รู้ !?! แล้วเด็ก ๆ จะอยู่กันได้อย่างไร ต้องกำพร้าครั้งที่สองในชีวิตกันอีกแล้วหรือ ?


ปัจจุบันบ้านโฮมฮักกำลังประสบภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก และยังขาดครูพี่เลี้ยง ขาดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทยอยถอนตัวออกไป เราลองมาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ให้บ้านโฮมฮักเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง ใครที่เคยคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นส่วนเกิน เป็นส่วนที่ต้องกันไว้ให้อยู่อีกโลก เป็นอีกชนชั้นของสังคม ก็น่าจะมองกันใหม่ เพราะพวกเขาเป็นเพียงเด็ก เป็นชีวิตที่ไร้เดียงสา แววตาบริสุทธิ์ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ เด็กน้อยเหล่านี้เกิดมาจากปัญหาที่พวกผู้ใหญ่สร้างขึ้นทั้งนั้น


ถ้าหากใครได้ไปสัมผัสเยี่ยมเยือน เด็กๆ ที่บ้านโฮมฮัก จะเห็นแววตาที่สดใส ร่าเริง ทุกคนจะดีใจที่มีพี่ๆ ไปเยี่ยม ยิ่งถ้าไปเล่นไปสัมผัสเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยจิตกุศล ด้วยความรักก็เหมือนได้ต่อเติมชีวิตอันสดใส จากเด็กที่ไม่ลุกเดิน ซึมเศร้าเหม่อลอย ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เมื่อเห็นผู้มาเยี่ยมเยือนจะดีใจ ลุกขึ้นมาต้อนรับ มีรอยยิ้ม เพราะนานมากแล้วที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยมีใครไปเยี่ยมเยือน


“พี่ ๆ จะกลับมาหาพวกหนูกันอีกมั๊ยคะ” “พี่หนูอยากได้เสื้อสีแดงไว้ใส่ หนูจะได้ใส่ก่อนตายมั๊ยคะ” และอีกมากมายคำพูดอันเสียดแทงหัวใจพี่ๆ ทุกคน อยากให้สังคมได้รับรู้ ก่อนจากกันโบกมือลาด้วยน้ำตา และแววตาของเด็ก ๆ ที่มองรถจนลับตาพร้อมกับความหวังว่า จะมีใครมาเยี่ยมเยือนและนึกถึงพวกเขาเหล่านั้นกันอีกบ้าง…


สำหรับผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยเหลือเด็ก ๆ โอนเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขายโสธร ชื่อบัญชี มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน เลขที่ 561-2-21187-7 โทร. 0-4572-2241 หรือจะบริจาคเสื้อผ้า หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน ของเล่น และสิ่งจำเป็นได้ตามจิตศรัทธาเป็นของใหม่หรือของใช้แล้วก็ได้ เพราะของที่ท่านไม่ใช้แล้วยังมีค่ากับเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างมาก